แกรนด์อเมริกาใต้

CARNIVAL FESTIVAL IN SOUTH AMERICA

กาตาร์ แอร์เวย์
25 กิโลกรัม
4ดาว หรือเทียบเท่า

 

ยูนิตี้ 2000 ทัวร์ ขอเสนอสุดยอดรายการท่องเที่ยวอเมริกาใต้ นำท่านสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ความงดงามที่ยากจะหาสิ่งเปรียบเปรย ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมืองที่นักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัสเสน่ห์ของชายหาดโคปาคาบานาที่โด่งดัง เจ้าของการเต้นรำในแบบฉบับของแซมบ้าที่เร่าร้อน ชมขบวนพาเหรดของเทศกาลคาร์นิวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชมวิวสวยของยอดเขาชูการ์โลฟ และยอดเขาคอร์โดวาโด ที่ตั้งรูปปั้นพระเยซู สัญลักษณ์ของริโอเดอจาเนโร เที่ยวเมืองฟอสโดอิกวาสุ ให้ท่านได้ตื่นตากับความยิ่งใหญ่ของน้ำตกอิกวาสุที่ยากจะหาน้ำตกใดมาเทียบ สัมผัสการนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมน้ำตกทั้งฝั่งบราซิลและอาร์เจนตินาอย่างใกล้ชิด นั่งเรือเจ็ทมาคูคูล่องแม่น้ำอิกวาสุ ชมเขื่อนอิไตปู หนึ่งในงานวิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก กรุงลิม่า เมืองหลวงของประเทศเปรู เที่ยว มาชูปิชู นครลี้ลับแห่งอินคาที่ซ่อนตัวอยู่บนภูเขา ผ่านกาลเวลามาหลายศตวรรษ เที่ยวเมืองซานติเอโก้ เมืองหลวงของประเทศชิลี ชมโมอายบนเกาะอีสเตอร์ สุดท้าย บัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนติน่า เมืองที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมแบบยุโรป ถิ่นกำเนิดระบำแทงโก้ เอลคาลาฟาเต้ สัมผัสประสบการณ์ชมธารน้ำแข็งและนั่งรถโฟร์วีล

**เที่ยวครั้งเดียวครบ หมดข้อสงสัย ไม่ไปกันบ่อยๆ เพราะนั่งเครื่องบินนานมาก

หมายเหตุ        
-ชมงานเทศกาลคาร์นิวัลบนที่นั่ง VIP แถว A หรือ B ด้านหน้าสุดติดขอบสนาม ไม่ใช่นั่งชั้นบนแบบไกลๆ เสียเงินเป็นแสน นั่งเครื่องบินหลายสิบชั่วโมง แต่ไปดูขบวนแห่แบบไกลๆ ไม่มีประโยชน์
-บินเส้นทางนี้ ประหยัดเวลากว่าบินไปต่อเครื่องที่ยุโรปเข้าอเมริกาใต้
-โรงแรมและอาหารที่อเมริกาใต้มีหลายเกรด เราเลือกอย่างดีให้ลูกค้า

 

วันแรก (อังคารที่ 25 ก.พ. 63)    กรุงเทพฯ
เวลา 22.00 น. :  พร้อมคณะที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทางเข้าประตู 7 เคาน์เตอร์ Q สายการบินกาตาร์ แอร์เวยส์

 

วันที่สอง (พุธที่ 26 ก.พ. 63)  กรุงเทพฯ โดฮา – เซา เปาโล
เวลา 01.20 น. :  ออกเดินทางสู่นครโดฮา โดยเที่ยวบินที่ QR 837
เวลา 05.25 น.  :   ถึงสนามบินโดฮาร์ ประเทศกาตาร์ พักรอเปลี่ยนเที่ยวบินแป๊ปเดียว
เวลา 07.20 น. :   ออกเดินทางสู่เซา เปาโล ประเทศบราซิล โดยเที่ยวบินที่ QR 773
—— บินข้ามเส้นแบ่งเวลาสากล ——
เวลา 17.20 น. :   ถึงสนามบินเซาเปาโล (SAO PAULO) เมืองศูนย์รวมธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ นำท่านเข้าที่พักโรงแรม MARRIOT SAOPAULO AIRPORT HOTEL หรือเทียบเท่า
ค่ำ  :   รับประทานอาหารค่ำในโรงแรม
หมายเหตุ    การบินผ่านยุโรปจะใช้เวลา 11+12 ชม. ไม่รวมเปลี่ยนเครื่องอีก 3-4 ชม. แล้วบินอีก 13-14 ชม. (รวมแล้ว 27-28 ชม.)

 

 

 

วันที่สาม (พฤหัสที่ 27 ก.พ. 63)        เซา เปาโล – อิกวาสุ 
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม / นำท่านสู่สนามบิน
เวลา 09.30 น. :  ออกเดินทางสู่อิกวาสุ โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA 3140
เวลา 11.10 น. :  ถึงสนามบินเมืองอิกวาสุ (IGUACU) เมืองที่เป็นรอยต่อของ 3 ประเทศ คือ บราซิล, อาร์เจนตินาและปารากวัย
เที่ยง  :  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านชมเขื่อนอิไตปู (TAIPU DAM) ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำที่มีกระแสใหญ่ที่สุดในโลก เป็นโครงการร่วมมือกันระหว่างประเทศบราซิลและปารากวัย คำว่า อิไตปู แปลว่า หินที่ส่งเสียงดัง การตั้งชื่อเขื่อนแห่งนี้ มาจากชื่อของเกาะแห่งหนึ่งในบริเวณลำน้ำ   พาราน่า ซึ่งน้ำตรงบริเวณเกาะนี้เชี่ยวจนทำให้เกิดเสียงน้ำกระทบกับหินที่ดังมาก (อิไต แปลว่าหิน / ปู แปลว่า เสียงร้อง) ซึ่งในปัจจุบันไม่มีเกาะอิไตปูปรากฏอยู่เพราะได้จมอยู่ภายใต้อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนแห่งนี้ นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก BELMOND HOTEL DAS CATARATAS  หรือระดับเดียวกัน 2 คืน (เตรี ยมชุดตะลุยน้ำตกสำหรับวันพรุ่งนี้)อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
***โรงแรม BELMOND เป็นโรงแรม 5 ดาวที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้น้ำตก ซึ่งจะต่างจากโรงแรม 5 ดาวอื่นๆทั่วไป ที่จะอยู่นอกเขตน้ำตก***
ค่ำ  :  รับประทานอาหารค่ำที่ร้าน CHURRASCARIA RAFAIN พร้อมชมโชว์พื้นเมือง


วันที่สี่ (ศุกร์ที่ 28 ก.พ. 63)   อิกวาสุ  
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
นำท่านชมน้ำตกอิกวาสุฝั่งประเทศอาร์เจนตินาจากฝั่งบราซิล ท่านจะได้สัมผัสกับความงามแสนมหัศจรรย์ของธรรมชาติ น้ำตกโค้งทรงเกือกม้าที่เกิดจากแม่น้ำริโอ  อิกวาสุทั้งสายไหลมาจากหน้าผาเบื้องบนตกลงสู่หุบเหวย่อยๆ ได้อีกเกือบ 30 แห่ง พลังน้ำตกที่ตกลงมากระทบก้อนหินเบื้องล่างก่อให้เกิดละอองน้ำกระเซ็น กระจายไปทั่ว แล้วปรากฏเป็นรุ้งกินน้ำทอสีสวยสดใส ซึ่งท่านสามารถเดินเข้าไปสัมผัสกับพลังของธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด (ไม่ต้องกลัวเปียก เพราะทางยูนิตี้ มีเสื้อกันฝนไว้บริการ) ชมน้ำตกอิกวาสุ (BRAZILIAN FALLS) ซึ่งเป็นน้ำตกที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าน้ำตกไนแองการ่าในทวีปอเมริกาเหนือถึง 4 เท่า ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาริมแม่น้ำอิกวาสุ ซึ่งเป็นพรมแดนที่ครอบคลุมทั้งดินแดนบราซิลและอาร์เจนตินา ค้นพบโดยนักสำรวจชาวสเปนชื่อ AI VARO NUNES CABEZA DE VECA เมื่อปี พ.ศ. 2085 จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอีกสิ่งหนึ่งซึ่งท่านจะได้สัมผัส นำท่านนั่งเรือเจ็ทมาคูคูล่องแม่น้ำอิกวาสุ (MACUCO SAFARI) เพื่อชื่นชมกับความงดงามของน้ำตกแห่งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมความสนุกสนาน ตื่นเต้น ที่ท่านจะได้รับจากการล่องเรือเล่นคลื่นของน้ำตกแห่งนี้ (ทุกท่านต้องเตรียมชุดไปเปลี่ยนเพื่อล่องเรือตะลุยสายน้ำตกด้วย สนุกมาก) สำหรับท่านที่ไม่ลงเรือ สามารถเดินเล่นชมน้ำตกหรือแวะร้านกาแฟในโรงแรมบริเวณใกล้เคียง (แจ้งก่อนเดินทาง 15 วัน ค่าทัวร์ลดท่านละ………….บาท)
เที่ยง  :  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
บ่าย :   นำท่านสัมผัสประสบการณ์อันตื่นเต้นด้วยการนั่งเฮลิคอปเตอร์ (HELICOPTER) ชมความอลังการและความงามของน้ำตกอิกวาสุแบบวิวพาโนรามาจากมุมสูงได้อย่างชัดเจน ซึ่งไหลมาจากที่ราบสูงปารานาตกจากขอบที่ราบสูงขนาดใหญ่ลงสู่พื้นที่ราบต่ำกว่า จึงกลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เป็นแนวยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูงกว่า 269 ฟุต ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่ง ให้ท่านได้เก็บภาพความประทับใจของน้ำตกแห่งนี้ที่ท่านจะได้เห็นน้ำตกทั้งทางฝั่งบราซิลและอาร์เจนติน่าได้อย่างใกล้ชิด
ค่ำ :   รับประทานอาหารค่ำในโรงแรม

 

 

 

วันที่ห้า (เสาร์ที่ 29 ก.พ. 63)   อิกวาสุ-ริโอเดอจาเนโร- เทศกาลคาร์นิวัล
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย / นำท่านสู่สนามบิน
เวลา 11.00 น. :  อิสระรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารภายในสนามบิน (คืนเงินท่านละ 30 USD)
เวลา 12.00 น. :  ออกเดินทางสู่ริโอเดอจาเนโร โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA 3186
เวลา 14.00 น. :  ถึงสนามบินริโอเดอจาเนโร (RIO DE JANEIRO) ประเทศบราซิล เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์หลากหลายที่น่าสนใจ นำท่านนั่งกระเช้าสู่ยอดเขาชูการ์โลฟ (SUGAR LOAF MOUNTAIN) ตั้งอยู่บนปลายแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลแห่งอ่าวกัวนาบาร่า และยังตั้งโดดเด่นคู่กับภูเขาคอร์โควาโด เพื่อชมทิวทัศน์และภาพอันงดงามของเมืองริโอ นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก HILTON COPACABANA HOTEL หรือระดับเดียวกัน พัก 2 คืน เพื่อเตรียมตัวชมขบวนพาเหรด
ค่ำ :  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรม จากนั้น นำท่านชมขบวนพาเหรดอันงดงามในเทศกาลคาร์นิวัลแห่งกรุงริโอเดอจาเนโร ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกบนที่นั่ง VIP SEAT (แถว A หรือ B ด้านหน้าสุด เพื่อจะได้สัมผัสขบวนพาเหรดอย่างใกล้ชิด) ด้วยขบวนพาเหรดในชุดแฟนซีหลากสีสันนับร้อยขบวน ท่านจะเพลิดเพลินและเต็มอิ่มกับโชว์และพาเหรดหลากลีลาตั้งแต่หัวค่ำยันรุ่งเช้า ซึ่งในรอบปีจะมีการจัดเพียงครั้งเดียว ให้ท่านได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำมิรู้ลืมกับสีสันอันหลากหลาย และบรรยากาศของงานเฉลิมฉลองระดับโลก / จากนั้นนำท่านกลับที่พัก

 

 

 

 

วันที่หก (อาทิตย์ที่ 1 มี.ค.63)  ริโอเดอจาเนโร
เช้า  :  รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
อิสระให้ท่านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เพราะเมื่อคืนดึก ให้ท่านเดินเล่นช้อปปิ้งสินค้าตามอัธยาศัย หรือลงเล่นน้ำทะเลบริเวณชายหาดโคปาคาบาน่า ที่มีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร และเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งชาวบราซิล  ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดเสียมิได้ นำท่านสัมผัสกับกิจกรรมมากมายหลากสีสันอันเป็นเสน่ห์ของชายหาด เช่น BEACH VALLEY BALL, SOCCER BEACH ที่หนุ่มสาวชาวบราซิลเลียน และ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พากันมาอาบแดดในชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่ และพากันเต้นระบำโยกย้ายในจังหวะแซมบ้า ซึ่งถือว่าเป็นจิตวิญญาณของชาวบราซิลเลียนที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามชายหาด
เที่ยง :   รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
บ่าย  :   นำท่านนั่งรถไฟไต่เขาขึ้นสู่ยอดเขาคอร์โควาโด (CORCOVADO MOUNTAIN) บนความสูง 710 เมตร อันเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระเยซู CHRIST THE REDEEMER ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดของเมืองอีกด้วย และเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2007 (07/07/07) ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใหม่ (การขึ้นยอดเขาคอร์โควาโด ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) จากนั้นนำท่านชมเมืองริโอเดอจาเนโร ซึ่งถูกค้นพบในเดือนมกราคม ค.ศ. 1565 และได้รับการขนานนามตามชื่อเดือนที่ถูกค้นพบ โดย ESTACIO DE SA  หลังจากที่ประกาศเอกราชจากประเทศโปรตุเกส ริโอจึงกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศบราซิล จนถึงปี ค.ศ. 1960 เมืองหลวงได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองบราซิลเลียแทน แต่ริโอก็ยังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศ และยังเป็นเมืองหลวงของรัฐริโอเดอจาเนโรอีกด้วย นำท่านผ่านชมสนามกีฬายักษ์ “มาราคาน่า” (MARACANA STADIUM) ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก จุผู้เข้าชมได้ถึง 200,000 คน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1950  นอกจากใช้เป็นสถานที่แข่งฟุตบอลแล้ว ยังใช้เป็นเวทีแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้งอีกด้วย นำท่านผ่านชมฟลาเมนโกพาร์ค สะพาน NETEROI ผ่านชมมหาวิหารใหญ่ย่านใจกลางเมือง สวนสาธารณะอันร่มรื่น อนุสาวรีย์สงคราม ฯลฯ
ค่ำ  :   รับประทานอาหารค่ำ ณ  ภัตตาคารซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์ /กลับโรงแรมที่พัก

 

 

 

 

วันที่เจ็ด (จันทร์ที่ 2 มี.ค. 63)   ริโอเดอจาเนโร-ลิม่า-คูซโก
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าแบบ Box breakfast / นำท่านสู่สนามบิน
เวลา 05.30 น. :  ออกเดินทางสู่ลิม่า(LIMA)  โดยสายการบิน AVIANCA PERU เที่ยวบินที่ AV920
เวลา 09.15 น. :  ถึงสนามบินกรุงลิม่า (LIMA) เมืองหลวงของประเทศเปรู นำท่านชมเมืองลิม่า ผ่านชมทำเนียบรัฐบาล, มหาวิหารประจำเมือง, ศาสนสถาน, สนามสู้วัว, ตลาดดอกไม้สดบนถนนรีพับลิก นำชมย่านที่พักอาศัยชานเมืองแถวมิราโฟลเรส และซานอิสโตร ซึ่งมีชื่อเสียงในด้าน ความงามของบ้านและสวน
เที่ยง  :  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
บ่าย :  อิสระเดินเล่นชมเมือง / นำท่านเดินทางสู่สนามบิน     
เวลา 16.15 น. :  ออกเดินทางสู่เมืองคูซโก โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA 2063
เวลา 17.36 น. :  ถึงสนามบินคูซโก (CUZCO) นำท่านตรวจรับสัมภาระ จากนั้นเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเมืองคูซโก เมืองหลวงโบราณของเปรู ซึ่งตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 3,400 เมตร และเป็นแหล่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ลึกลับน่าทึ่ง เป็นชุมชนเก่าแก่ของจักรวรรดิอินคาอันรุ่งเรือง ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความเจริญไว้เป็นซากปรักหักพังโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆ
ค่ำ  :   รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร พร้อมชมการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชาวอินคา
นำท่านเข้าที่พักโรงแรม MARRIOT CUSCO หรือระดับเดียวกัน (2 คืน) ปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับบรรยากาศของเมืองในเทือกเขาแอนดีส (ซึ่งอยู่สูงกว่าปรกติ)

 

 

 

วันที่แปด (อังคารที่ 3 มี.ค. 63)   คูซโก – มาชูปิชู – คูซโก
เช้า  :  รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
เวลา 06.15 น. :  นำท่านเดินทางออกโดยรถไฟไต่ขึ้นเขาแอนดิสอันยิ่งใหญ่ ระหว่างทางผ่านชมความสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อมีหมอกหรือฉ่ำฝน จะทำให้ลึกลับเข้ากับสถานที่ยามที่เมฆลอยต่ำซ่อนยอดเขาไว้ในสายหมอก ข้างทางเป็นแม่น้อูรูบัมบา (URUBAMBA) ไหลแรงคดเคี้ยวขนานไปกับทางรถไฟสู่ปลายทางที่สถานีที่เมืองอควาส์ กา เลียนเต้ส์ (AQUAS CALIENTES) จากนั้นเดินทางโดยรถบัสสู่มาชูปิกชู (MACHU PICCHU) นครที่สาบสูญไปของอาณาจักรอินคาบนยอดเขาสูงที่ถูกหมอกปกคลุมอยู่เสมอ จนถึงปี ค.ศ. 1911 นครแห่งนี้จึงปรากฏ สู่สายตาชาวโลกในลักษณะสภาพบ้านเมือง บ้านเรือนพระราชวัง วิหาร ซึ่งยังคงสภาพเดิมที่ดีราวกับได้รับการอนุรักษ์ดูแลไว้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยฮิรัม บิงแฮม ผู้ค้นพบ ที่จริงเขาตั้งใจจะหาเมืองโบราณสองเมืองที่ปรากฎชื่ออยู่ในเอกสารโบราณ แต่กลับมาพบเมืองที่ไม่ปรากฎอยู่ในเอกสารใดทั้งสิ้น เลยตั้งชื่อเมืองตามชื่อภูเขาที่เป็นที่ตั้ง (MACHU PICCHU) หมายความว่า OLD MOUNTAIN และข้างๆ ยังมียอดเขา HUAYNA PICCHU หรือ NEW MOUNTAIN ตัวโบราณสถานมาชู ปิกชูนั้นซ่อนอยู่บนยอดเขาสูงเฉียดฟ้า และ ณ ที่นี่คือเมืองที่ไม่กี่ร้อยปีมานี้ยังมีผู้คนอาศัย ก่อนจะถูกทิ้งร้างไปเมื่อสเปนเข้ามาในศตวรรษที่ 15 เมืองที่อาจจะไม่ได้สวยงามสมบูรณ์แบบแต่ความมหัศจรรย์อยู่ตรงสถานที่ตั้งที่สวยด้วยบรรยากาศโดยรอบ นำท่านชมบริเวณรอบเขามาชูปิกชู
เที่ยง  :  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
บ่าย  :   ออกเดินทางโดยรถไฟกลับสู่คูซโก
** วันนี้เป็นอีกวันของประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ท่านจะประทับใจไปตลอดชีวิต **
ค่ำ  :  รับประทานอาหารค่ำในโรงแรม

 

 

 

 

 

 

วันที่เก้า (พุธที่ 4 มี.ค. 63)   คูซโก – ซานติเอโก้ (ชิลี)
เช้า  :  รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม / นำท่านสู่สนามบิน
เวลา 09.30 น. :  ออกเดินทางสู่ซานติเอโก้ โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA 2367
เวลา 11.02 น. :  ถึงสนามบินเมืองซานติเอโก้ (SANTIAGO) เมืองหลวงของประเทศชิลี
เที่ยง  :   รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย  :  นำท่านเที่ยวชมเมืองซานติเอโก้ ชมสถานที่สำคัญๆ ของตัวเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่มีศิลปะหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะอาคารในสไตล์โคโรเนียนที่งดงาม ผ่านบริเวณพระราชวังเก่า พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ โบสถ์ และจัตุรัสต่างๆ นำท่านขึ้นสู่ยอดเขาคริสโตบัล (CERRO SAN CRISTOBAL) เดิมใช้ชื่อภาษาท้องถิ่นว่า TUPAHUE แต่ต่อมาถูกสเปนซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเปลี่ยนชื่อเป็น CERRO SAN CRISTOBAL ตามชื่อนักบุญเซนต์ คริสโตเฟอร์ ชมทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบของกรุงซานติเอโก้ในมุมสูงยอดเขานี้มีความสูง 860 ม. เป็นยอดเขาแนวเดียวกับเทือกเขาแอนดีส (ANDES) ในช่วงฤดูร้อนจะเป็นที่นิยมในการมาพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง ชมประติมากรรมปูนปั้นพระแม่มารี ขนาดความสูง 22.5 เมตร ซึ่งได้รับบริจาคมาจากฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 ข้างใต้รูปปั้น พระแม่มารี มีรูปปูนปั้นพระเยซูตรึงกางเขน และการลงนามเยือนของพระสันตปาปาองค์ก่อนเก็บรักษาไว้ ส่วนบริเวณโดยรอบด้านล่างเนินเขานั้นประกอบด้วยสวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ
ค่ำ  :   รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าที่พักโรงแรม RITZ CARLTON หรือระดับเดียวกัน

 

 

 

วันที่สิบ (พฤหัสที่ 5 มี.ค. 63)  ซานติเอโก้ – เกาะอีสเตอร์
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม / นำท่านสู่สนามบิน
เวลา 09.30 น. :  ออกเดินทางสู่เกาะอีสเตอร์ โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA 841
เวลา 12.35 น.  :  ถึงสนามบิน MATAVERI AIRPORT เกาะอีสเตอร์ (EASTER ISLAND) เป็นเกาะในประเทศชิลี ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ห่างจากแผ่นดินใหญ่ไปทางตะวันตกไกลถึง 3,756 กิโลเมตร เป็นเกาะที่ตั้งอยู่โดดเดียว ขนาดของเกาะประมาณ 163 ตารางกิโลเมตร มีชื่อเป็นภาษาสเปน อิสลา เดอ ปาสกัว  (ISLA DE  PASCUA) และชื่อภาษาโพลีนีเซียน ราปานุย (RAPA NUI) ถือเป็นอุทยานแห่งชาติของชิลี PARQUE NACIONAL RAPA NUI และปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก บนเกาะจะมีหมู่บ้าน HANGA ROA เป็นหมู่บ้านแห่งเดียวบนเกาะ มีร้านค้า ร้านอาหาร รถเช่า สนามบิน รีสอร์ท ปั๊มน้ำมัน และบนเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของรูปปั้นโมอาย (MOAI) จำนวนมากมายเกือบพันตัว ถูกสร้างและแกะสลักโดยชาวโพลินีเซียนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ โดยความเชื่อว่ารูปปั้นโมอายจะช่วยปกปักรักษาจิตวิญญาณหัวหน้าเผ่าและหัวหน้าครอบครัวเอาไว้ การแกะสลักในแต่ละยุคก็มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา โดยโมอายทั้งหมดจะตั้งอยู่บนฐานหินที่เรียกว่า อาฮู (AHU)
เวลา 13.15 น.  :  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย  :   นำท่านเข้าที่พักโรงแรม HANGA ROA หรือ ALTIPLANICO หรือระดับเดียวกัน/ อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
เวลา 17.00 น. :  นำท่านชมโมอาย บริเวณ อาฮู ทาไฮ (AHU TAHAI) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ จึงเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกด้วย บริเวณนี้ประกอบด้วยโมอาย 3 จุด คือ AHU VAI RE ที่มีโมอาย 5 ตัวยืนเรียงกัน, AHU TAHI   โมอายที่อยู่ตรงกลาง ตั้งอยู่เดี่ยวๆ และ AHU KO TE RIKU โมอายที่มีดวงตาทำจากซีเมนต์ มีหมวก ปัจจุบันเหลือแค่ตัวเดียว โมอายประกอบด้วยฐานที่เรียกว่า  AHU สวนหัวและลำตัวทำจากหินภูเขาไฟ TUFF, หมวกที่เรียกว่า PUKAO ทำจากหินภูเขาไฟ SCORIA มีดวงตา โดยตาขาวทำจากผงปะการัง ส่วนตาดำทำจากหิน OBSIDIAN  โมอายยังถือเป็นสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษที่คอยดูแลปกปักรักษาลูกหลาน โดยส่งผ่านพลังที่เรียกว่า MANA ผ่านออกมาทางดวงตา โมอายจะเป็นแค่หินธรรมดาจนกว่าจะมีการใส่ดวงตาเข้าไป  มีเรื่องเล่ากันว่าในอดีตการสู้รบกันหนักๆ ของชาวราปานุย RAPA NUI สิ่งหนึ่งที่ต้องทำ      ก็คือทำลายดวงตาของโมอายของเผ่าศัตรู เพื่อไม่ให้มีพลังจากบรรพบุรุษ เราจึงไม่เห็นโมอายดั้งเดิมที่มีดวงตาเหลืออยู่เลย
ค่ำ  :  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

 

วันที่สิบเอ็ด (ศุกร์ที่ 6 มี.ค. 63)  เกาะอีสเตอร์
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
นำท่านชมปากปล่องภูเขาไฟราโน คาอู (RANO KAU) เป็น 1 ใน 3 ภูเขาไฟหลักของเกาะ เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว เกิดจากการทับถมของลาวา ปากปล่องมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่า 1 กม. อยู่ทางตอนใต้ของเกาะ แล้วนำชมหมู่บ้านโอรองโก (ORONGO) ลักษณะของบ้านสร้างด้วยหินภูเขาไฟมีรูปร่างคล้ายเรือ และเป็นสถานที่ที่คาดว่าใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ หมู่บ้านหินโบราณเชื่อกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 นำท่านสู่อาฮู อากิวี (AHU AKIVI) ซึ่งโมอายที่นี้ไม่อยู่ริมทะเลเหมือนที่อื่น โมอายทั้ง 7 ตัว หันหน้าออกทะเลแทนที่จะหันเข้าแผ่นดิน โดยจะหันหน้าตรงกับแนวพระอาทิตย์ตกในวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน (EQUINOX) ในเดือนมีนาคมและหันหลังตรงกับแนวพระอาทิตย์ขึ้นในวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันในเดือนกันยายนอีกด้วย
เที่ยง  :   รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย  :   นำท่านชมชายหาดที่ว่ากันว่าเป็นบริเวณที่ HOTU MATU’A พระราชาคนแรกเดินทางมาขึ้นฝั่ง และเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ โดยถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวราปานุย RAPA NUI  นั้นมีบาง ทฤษฎีเชื่อว่ามาจากหมู่เกาะโพลินิเชียน และบางทฤษฎีเชื่อว่ามาจากทวีปอเมริกาใต้ จากการวิเคราะห์  RADIO CARBON พบว่าตั้งถิ่นฐานน่าจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณช่วงปี พ.ศ. 1743 โดยในบริเวณนี้จะพบกับโมอาย 2 กลุ่ม คือ AHU ATURE ซึ่งเป็นโมอายเดี่ยวและเป็นโมอายตัวแรกที่ได้รับการบูรณะและยกขึ้นตั้งบนฐานด้วยแรงงานคน และ AHU NAU NAU ประกอบด้วยโมอาย 7 ตัว ซึ่งในยุคแรกๆ ขนาดของโมอายยังไม่มีขนาดใหญ่มาก แล้วนำท่านไปราโน ราราคู (RANO RARAKU) อยู่ทางตะวันออกของเกาะ เป็นแอ่งภูเขาไฟที่มีโมอายมากมายกระจัดกระจายกัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของโมอายบนเกาะอีสเตอร์ ที่นี่เปรียบเสมือนโรงงานผลิตโมอาย เพราะโมอายกว่า 95% สร้างจากหินของ RANO RARAKU และที่นี่ยังมีโมอายที่สร้างไม่เสร็จเกือบ 400 ตัว จากประมาณ 800 กว่าตัวทั่วเกาะ     คาดว่าโมอายเหล่านี้ถูกสร้างขึ้น  ในช่วงปี ค.ศ. 1400-1650 จากนั้นนำท่านชมบริเวณทางอาฮู ตองการิกิ (AHU TONGARIKI) ประกอบด้วยโมอายเรียงกัน 15 ตัว โดยมีฉากหลังเป็นวิวสวย หนึ่งในนั้นเป็นตัวที่มีน้ำหนักมากที่สุดถึง 86 ตัน โมอายเหล่านี้เคยถูกสึนามิพัดลงจากฐานเมื่อครั้งแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 9.5 แมนิจูดในปี ค.ศ. 1960 ก่อนจะได้การบูรณะอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1990 และในบริเวณนี้จะมีโมอายตัวหนึ่งที่ตั้งแยกออกมา    โมอายตัวนี้ถูกเรียกว่า THE TRAVELING MOAI จากการที่โมอายตัวนี้ถูกใช้ในการทดลองการเคลื่อนย้ายโมอายในอดีต นอกจากนี้รัฐบาลชิลียังเคยส่งโมอายตัวนี้ไปจัดแสดงที่ญีปุ่นเพื่อเป็นการขอบคุณที่ญี่ปุ่นช่วยเป็นกำลังสำคัญในการบูรณะ AHU TONGARIKI อีกด้วย
ค่ำ  :   รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

 

 

 

 

วันที่สิบสอง (เสาร์ที่ 7 มี.ค. 63)  เกาะอีสเตอร์ – ซานติเอโก้
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
อิสระให้ท่านได้เดินเล่นพักผ่อนตามอัธยาศัย
เวลา 11.00 น. :   อิสระรับประทานอาหารกลางวัน ภายในสนามบิน (คืนเงินท่านละ 30 USD) / นำท่านสู่สนามบิน
เวลา 11.45 น. :  ออกเดินทางสู่ซานติเอโก้ โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA 846
เวลา 18.25 น. :  ถึงสนามบินซานติเอโก้ (SANTIAGO) เมืองหลวงของประเทศชิลี
ค่ำ  :   รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าที่พักโรงแรม RITZ CARLTON SANTIAGO หรือระดับเดียวกัน

 

วันที่สิบสาม (อาทิตย์ที่ 8 มี.ค. 63)     ซานติเอโก้ –VALPARAISO- บัวโนสไอเรส (อาร์เจนตินา)
เช้า :  รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
ออกเดินทางสู่เมือง VINA DEL MAR เมืองเล็กๆ ที่น่ารัก ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น GARDEN CITY นำท่านชมเมือง และบันทึกภาพกับนาฬิกาดอกไม้ สัญลักษณ์ของเมืองนี้ จากนั้นนำท่านเข้าสู่ VALPARAISO เมืองท่าที่สำคัญของชิลี ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของซานติอาโก้ เมืองนี้มีประวัติความเป็นมา ย้อนไปถึงปี ค.ศ. 1536 มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม จึงได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองมรดกโลก (WORLD CUTURAL HERRITAGE) ด้วยเหตุที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองนี้เป็นภูเขาริมทะเล ผู้คนตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขา การเดินทางขึ้นเขาที่ใช้มาเนิ่นนานคือรถรางชักรอกขึ้นไป ให้ท่านได้ขึ้นเขาเพื่อชมวิวความงามของเมืองที่มีเอกลักษณ์ด้วยการทาสีบ้านหลากสีสวยงามจนดูเหมือนบ้านตุ๊กตา และเลือกซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย
เที่ยง  :   รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง
บ่าย :  นำท่านชมไร่องุ่น VEROMONTE  WINERY  หรือ INDOMITA  WINERY  ชมการผลิตเหล้าองุ่น สินค้าชื่อดังของชิลี พร้อมให้ท่านได้ทดลองชิมไวน์ และเลือกซื้อสินค้าเป็นที่ระลึก จากนั้นเดินทางกลับสู่ซานติเอโก้ /เดินทางสู่สนามบิน
ค่ำ  :  อิสระรับประทานอาหารค่ำภายในสนามบิน (คืนเงินท่านละ 30 USD)
เวลา 20.25 น. :  ออกเดินทางสู่บัวโนสไอเรส โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA 469
เวลา 22.30 น.  :  ถึงสนามบินบัวโนสไอเรส (BUENOSAIRES) เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา นำท่านเข้าที่พักโรงแรม INTERCONTINENTAL HOTEL หรือระดับเดียวกัน

 

 

 

 

วันที่สิบสี่ (จันทร์ที่ 9 มี.ค. 63)   บัวโนสไอเรส – เอล คาลาฟาเต้
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าแบบ Box breakfast / นำท่านสู่สนามบิน
เวลา 08.00 น.  :  ออกเดินทางสู่เอล คาลาฟาเต้ โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA7732
เวลา 11.45 น. :  ถึงสนามบินเมืองเอล คาลาฟาเต้ (EL CALAFATE) เมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทางใต้ของทะเลสาบอาร์เจนติโน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองซานตา ครูซ ประเทศอาร์เจนตินา
เวลา 12.30 น.  :   รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย  :  นําท่านชมธารนํ้าแข็งเปริโต มอเรโน (PERITO MORENO) เป็นธารนํ้าแข็งที่เลื่องชื่อมากก่อตัวเป็นแนวกําแพงสูงขนาดความกว้าง 5 กิโลเมตร และสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 74 เมตร (240 ฟุต) จากระดับผิวนํ้า เป็นธารนํ้าแข็งที่มีการเติบโต และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหลายพันปีก่อนพื้นที่อุทยานฯ แห่งนี้ ถูกปกคลุมด้วยธารนํ้าแข็งทั้งหมด แต่ด้วยอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น จึงทําให้ก้อนนํ้าแข็งละลาย และเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน มีการแตกลั่นเสียงดังสนั่น หวั่นไหวตลอดทั้งวัน เนื่องจากก้อนนํ้าแข็งมหึมาที่ตกลง ในทะเลสาบก่อให้เกิดคลื่นลูก ใหญ่ซัดชายฝั่งอย่างรุนแรง อีกทั้งธารนํ้าแข็งจะขยายตัวในทุกๆ รอบสี่ปีเนื่องจากธารนํ้าแข็งไปปิดทางออกของนํ้า ระดับนํ้าในทะเลสาบจึงมักเพิ่ม สูงขึ้นจนถึงระดับที่อาจทําให้กําแพงนํ้าแข็งทลาย แล้วเดินทางกลับเอล คาลาฟาเต้ ให้ท่านได้เดินเล่นพักผ่อนตามอัธยาศัย
ค่ำ  :   รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าที่พักโรงแรม XELENA หรือ IMAGO HOTEL หรือระดับเดียวกัน (2 คืน)

 

 

วันที่สิบห้า(อังคารที่ 10 มี.ค. 63)  เอล คาลาฟาเต้   
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
นําท่านเดินทางสู่เปอร์โต บานเดอร่า (PUERTO BANDERA) หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในจังหวัดซานตาครูซ ซึ่งอยู่ห่างจากเอล คาฟาเต้ไปประมาณ 47 กิโลเมตร นําท่านชมธารนํ้าแข็งอัปซาลา (UPSALA GLACIER) เป็นธารนํ้าแข็ง ขนาดใหญ่ที่ถือเป็น 1 ใน 10 สถานที่ในโลกที่เหมาะจะดูธารนํ้าแข็ง และเป็น ธารนํ้าแข็งที่ยาวที่สุด เป็นอันดับสองในอเมริกาใต้ 25 นําท่านล่องเรือชมธารนํ้าแข็ง โดยเรือจะล่องไปตามทะเลสาบอาร์เจนตินา (ARGENTINE LAKE) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอาร์เจนตินา ตื่นตาตื่นใจกับธารนํ้าแข็งที่ยาวกว่า 50 กิโลเมตร กว้างประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นธารนํ้าแข็งที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้
เที่ยง  :  รับประทานอาหารอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย  :   นำท่านเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งด้วยการนั่งรถโฟร์วีล 4×4 วิ่งขึ้นเขาไปตามเส้นทางจนถึงจุดชมวิวซึ่งเรียกว่า เป็น UPPSALA VIEWPOINT เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศา ซึ่งถือเป็นกิจกรรม ONCE IN A LIFE TIME ที่ท่านไม่ควรพลาด
ค่ำ  :  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
**หมายเหตุ      การล่องเรือชมธารน้ำแข็ง และการนั่งรถ 4WD ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทางบริษัทจะจัดหากิจกรรมอื่นทดแทน

 

 

 

 

วันที่สิบหก (พุธที่ 11 มี.ค. 63)  เอล คาลาฟาเต้ – บัวโนสไอเรส
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
อิสระให้ท่านได้พักผ่อน เดินเล่นชมเมืองตามอัธยาศัย / นำท่านสู่สนามบิน
เที่ยง  :  รับประทานอาหารอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
เวลา 15.33 น.  :  ออกเดินทางสู่บัวโนสไอเรส โดยสายการบิน LATAM AIRLINES เที่ยวบินที่ LA7733
เวลา 16.45 น. :  ถึงสนามบินบัวโนสไอเรส (BUENOSAIRES) เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา นำท่านเข้าที่พักโรงแรม INTERCONTINENTAL HOTEL หรือระดับเดียวกัน
ค่ำ  :  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร SENOR TUNGO สเต็กชั้นเลิศพร้อมชมโชว์ระบำแทงโก้อันงดงามตระการตา

 

วันที่สิบเจ็ด (พฤหัสที่ 12 มี.ค. 63)     บัวโนสไอเรส – โดฮา 
เช้า  :   รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
นำท่านท่องเที่ยวแบบสบายสบายด้วยการนั่งรถโค้ชสู่เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล (TREN DE LA COSTA) เพื่อสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นและสภาพบ้านเรือนที่สวยงาม จากนั้นเปลี่ยนอารมณ์การเดินทางด้วยการล่องเรือสู่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำปาราน่า (PARANA DELTA) ที่เต็มไปด้วยบ้านพักตากอากาศและร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนของเหล่าบรรดาเศรษฐีมาใช้ชีวิตกันในยามพักผ่อน
เวลา 13.00 น.  :  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย  :  นำท่านชมกรุงบัวโนสไอเรส และสถานที่สำคัญของบัวโนไอเรส บัวโนสไอเรส ซึ่งมีความหมายว่า อากาศดีที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมในยุคที่อยู่ภายใต้การปกครองของสเปน เช่น ทำเนียบประธานาธิบดี หรือ กาซ่า โรซาดา (CASA ROSADA) ซึ่งแปลว่าสีชมพู หรือบ้านสีกุหลาบ, มหาวิหารเซนต์มาร์ติน (SAN MARTIN), จัตุรัสพลาซ่ามายอร์ (PLAZA DE MAYO), มหาวิหารโรเซอแรตต้า (THE METOPOLITAN CATHEDRAL) ที่ฝังศพของนายพลโฮเซ่ เดอ ซานมาร์ติน ผู้กอบกู้อิสรภาพแห่งอาร์เจนตินา, ย่านลาโบกา (LA BOCA) ย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงาน มีสีสันสดใสหลากหลาย ชม  CAMANITO หมู่บ้านแทงโก้ที่ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นชุมชนเก่าแก่ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จากนั้นอิสระให้ท่านได้เดินเล่นช้อปปิ้งสินค้าตามอัธยาศัย/ จากนั้นนำท่านสู่สนามบิน
เวลา 22.50 น. :  ออกเดินทางสู่นครโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยเที่ยวบินที่ QR 774
(เครื่องบินจะแวะรับผู้โดยสารที่เซาเปาโล ประมาณ 1.30 ชม)
—- บินข้ามเส้นแบ่งเวลาสากล ——

 

วันที่สิบแปด (ศุกร์ที่ 13 มี.ค. 63)   อยู่ระหว่างการบิน
เวลา 00.05 น. :  ถึงสนามบินโดฮา อิสระตามอัธยาศัย รอเปลี่ยนเที่ยวบิน

 

วันที่สิบเก้า (เสาร์ที่ 14 มี.ค. 63)       โดฮา – กรุงเทพฯ
เวลา 02.00 น. :  ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ QR834
เวลา 12.30 น. :  ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ (ชั้น 2 ผู้โดยสารขาเข้า)

 

 

 

กำหนดการเดินทาง    25 ก.พ. – 14 มี.ค. 2563

อัตราค่าบริการ (จองภายใน 2019 ลด 10,000.-บาท)
พักห้องคู่ (สายการบินกาตาร์ ชั้นทัศนาจร) ท่านละ       520,000.-บาท           
พักห้องเดี่ยว เพิ่มท่านละ                                                       80,000.-บาท           
ตั๋วชั้นธุรกิจ (สายการบินกาตาร์) เพิ่มท่านละ                140,000.-บาท
*มีตั๋วแล้ว (สายการกาตาร์) หักท่านละ                                            .-บาท

 ** ราคาอาจมีปรับขึ้น-ลง ตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น-ลง แต่จะปรับตามความเป็นจริงที่สายการบินประกาศปรับ และที่มีเอกสารยืนยันเท่านั้น**

อัตราค่าบริการรวม
– ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับแบบหมู่คณะตามรายการ                        
– ค่าโรงแรมที่พักตามรายการ (เดอลักซ์)
– ค่าอาหารตามรายการ (เดอลักซ์)                                          
– ค่าเข้าชมสถานที่ตามรายการ     
– ค่ารถรับส่งตลอดรายการ                                                
– ค่ามัคคุเทศก์ชำนาญงานจากบริษัท
– ค่าขนกระเป๋าเดินทางท่านละ 2 ใบๆ ละไม่เกิน 25 กก. (ชั้นทัศนาจร)
– ค่าภาษีสนามบินตามรายการ                                              
– ค่าทิปคนขับรถ
– น้ำดื่มท่านละ 1 ขวด/วัน
– ค่าประกันอุบัติเหตุในวงเงินท่านละ 3,000,000 บาท, ค่ารักษาพยาบาลวงเงิน 1,500,000 บาท(ไม่คุ้มครองโรคประจำตัว)

**ปกติแล้วทัวร์ทั่วไปจะใช้ประกันของตัวแทนที่ยุโรป ซึ่งคุ้มครองแต่อุบัติเหตุ เป็นประกันกลุ่มแบบเหมาเป็นหมื่นหัว และเบี้ยประกันประมาณคนละ 50-60 บาท แต่ของยูนิตี้เรามีซื้อประกัน ALLIANZ  เพิ่มให้ลูกค้าทุกท่านอีก 1 ฉบับ เจ็บป่วยจากการเดินทางจากอุบัติเหตุหรือสาเหตุอื่น ถ้าเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจะคุ้มครองได้มากกว่าทัวร์ทั่วไป ยกเว้นโรคประจำตัวหรือโรคร้ายแรงที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมาก่อนเดินทาง

อัตราค่าบริการไม่รวม 
– ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าอาหารหรือเครื่องดื่มพิเศษ ฯลฯ
– ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม
– ค่าทิปหัวหน้าทัวร์จากบริษัท
– ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการทำหนังสือเดินทางหายทุกกรณี

จองทัวร์ ดาวน์โหลด เพิ่มเติม
ค้นหาทัวร์