ก้าวผ่านมายาคติสู่โลกแห่งศรัทธา
“เพราะพม่าที่คุณจะรู้จัก อาจไม่ใช่แบบที่คุณนั้นเคยรู้”
คำกล่าวนี้อาจไม่เกินจริงไปสักทีเดียวสำหรับ “เมียนมา” หรือ “พม่า” ชื่อที่เราคนไทยมักคุ้นกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น…
แต่กระนั้น… ความ “ใกล้ชิด” ที่กล่าวมา ก็อาจไม่ได้ทำให้เรา “ชิดใกล้” กันสักทีเดียว เพราะมันเหมือนมีม่านหมอกอะไรบางอย่างที่ปกคลุมทัศนวิสัย และขวางกั้นเราไว้อยู่ จนทำให้เราไม่อาจชิดใกล้กับพม่าได้อย่างแท้จริง…
ต้องยอมรับว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมานับหลายร้อยปีก็ยังมีคนหลายกลุ่มที่ยังคงมองพม่า คือ “ศัตรูคู่แค้น” ผู้ที่เข้ามาเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา จนทำให้บ้านเมืองเราต้องล่มสลาย แต่สิ่งที่น้อยคนเหล่านั้นจะตระหนักถึง ก็คือ เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่มีคำว่า “ไทย” และ “พม่า” ไม่มีคำว่าพรมแดน หรือรัฐชาติ มีเพียงแค่อาณาจักรที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ เหมือนที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกในยุคเดียวกัน…
แต่ขณะเดียวกันเรากลับหยิบยกเรื่องราวในอดีตมาเล่าในบริบทปัจจุบันผ่านสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็น สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนละคร หรือบทภาพยนต์ ก็ตามที แต่อย่างไรก็ตามเรากลับไม่ได้สร้างวิธีการรับรู้ หรือแยกแยะให้มากพอ
สิ่งที่ควรจะหลงเหลืออยู่หลังจากรับสารนั้น… จึงไม่ใช่ “การตกตะกอนทางความคิด” ผ่านบทเรียนทางประวัติศาสตร์ แต่กลับเป็น “ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอคติ”… และนี่จึงเป็นเหมือนม่านหมอกแห่งมายาคติ ที่ขวางกั้นความเข้าใจของเราที่จะมีต่อพม่าในยุคปัจจุบัน
จนเราอาจลืมไปว่าภาพเบื้องหลังเหล่านั้น มันยังมีผู้คนที่ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ มีแม่ค้าที่ตื่นแต่เช้ามาขายของ มีเด็กๆ ที่กำลังเล่นสนุกโดยปราศจากโลกอินเตอร์เน็ต มีพระที่ออกมาบิณฑบาตยามรุ่งสาง และมีผู้คนอีกมากมายที่ยังศรัทธาในความดี ความงาม และศาสนา ซึ่งไม่ต่างจากเราเลย
การเดินทางไปพม่าในครั้งนี้จึงไม่ใช่การเดินทางที่เราจะพกเลนส์ หรือมุมมอง “ความเป็นอริศัตรูหรือความกลัว” ที่เรามีต่อพม่า แต่สิ่งที่เราจะพกไป ก็คือ “การเปิดใจ” เพื่อให้ม่านหมอกที่เคยบดบังภาพ “พม่า” ค่อย ๆ ลดเลือน จางลงไป… แล้วเมื่อนั้นเราจะได้พบ “ความเป็นธรรม” ของพม่าอย่างแท้จริง
ซึ่งผู้ที่จะพาเราก้าวผ่านม่านหมอกแห่งมายาคตินี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่คือ
“คุณ นิรุตต์ โลหะรังสี” สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา 4 สมัยซ้อน ผู้ที่เข้าใจทั้ง “ความเป็นไทย” และ “ความเป็นพม่า” อย่างเป็นธรรม ที่จะไม่ได้พาเราไปแค่ดูสถานที่ แต่จะพาเรามองให้ลึกลงไปถึง “สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างบรรทัดของประวัติศาสตร์”…
เพราะแท้จริงแล้ว
“ความงามที่คุณไม่เคยรู้ อาจ(ซ่อน)อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด”
ก้าวผ่านมายาคติสู่โลกแห่งศรัทธา
“เพราะพม่าที่คุณจะรู้จัก อาจไม่ใช่แบบที่คุณนั้นเคยรู้”
คำกล่าวนี้อาจไม่เกินจริงไปสักทีเดียวสำหรับ “เมียนมา” หรือ “พม่า” ชื่อที่เราคนไทยมักคุ้นกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น…
แต่กระนั้น… ความ “ใกล้ชิด“ ที่กล่าวมา ก็อาจไม่ได้ทำให้เรา “ชิดใกล้“ กันสักทีเดียว เพราะมันเหมือนมีม่านหมอกอะไรบางอย่างที่ปกคลุมทัศนวิสัย และขวางกั้นเราไว้อยู่ จนทำให้เราไม่อาจชิดใกล้กับพม่าได้อย่างแท้จริง…
ต้องยอมรับว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมานับหลายร้อยปีก็ยังมีคนหลายกลุ่มที่ยังคงมองพม่า คือ “ศัตรูคู่แค้น” ผู้ที่เข้ามาเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา จนทำให้บ้านเมืองเราต้องล่มสลาย แต่สิ่งที่น้อยคนเหล่านั้นจะตระหนักถึง ก็คือ เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่มีคำว่า “ไทย” และ “พม่า” ไม่มีคำว่าพรมแดน หรือรัฐชาติ มีเพียงแค่อาณาจักรที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ เหมือนที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกในยุคเดียวกัน…
แต่ขณะเดียวกันเรากลับหยิบยกเรื่องราวในอดีตมาเล่าในบริบทปัจจุบันผ่านสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็น สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนละคร หรือบทภาพยนต์ ก็ตามที แต่อย่างไรก็ตามเรากลับไม่ได้สร้างวิธีการรับรู้ หรือแยกแยะให้มากพอ
สิ่งที่ควรจะหลงเหลืออยู่หลังจากรับสารนั้น… จึงไม่ใช่ “การตกตะกอนทางความคิด” ผ่านบทเรียนทางประวัติศาสตร์ แต่กลับเป็น “ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอคติ”… และนี่จึงเป็นเหมือนม่านหมอกแห่งมายาคติ ที่ขวางกั้นความเข้าใจของเราที่จะมีต่อพม่าในยุคปัจจุบัน
จนเราอาจลืมไปว่าภาพเบื้องหลังเหล่านั้น มันยังมีผู้คนที่ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ มีแม่ค้าที่ตื่นแต่เช้ามาขายของ มีเด็กๆ ที่กำลังเล่นสนุกโดยปราศจากโลกอินเตอร์เน็ต มีพระที่ออกมาบิณฑบาตยามรุ่งสาง และมีผู้คนอีกมากมายที่ยังศรัทธาในความดี ความงาม และศาสนา ซึ่งไม่ต่างจากเราเลย
การเดินทางไปพม่าในครั้งนี้จึงไม่ใช่การเดินทางที่เราจะพกเลนส์ หรือมุมมอง “ความเป็นอริศัตรูหรือความกลัว” ที่เรามีต่อพม่า แต่สิ่งที่เราจะพกไป ก็คือ “การเปิดใจ” เพื่อให้ม่านหมอกที่เคยบดบังภาพ “พม่า” ค่อย ๆ ลดเลือน จางลงไป… แล้วเมื่อนั้นเราจะได้พบ “ความเป็นธรรม” ของพม่าอย่างแท้จริง
ซึ่งผู้ที่จะพาเราก้าวผ่านม่านหมอกแห่งมายาคตินี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่คือ
“คุณ นิรุตต์ โลหะรังสี“ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา 4 สมัยซ้อน ผู้ที่เข้าใจทั้ง “ความเป็นไทย“ และ “ความเป็นพม่า“ อย่างเป็นธรรม ที่จะไม่ได้พาเราไปแค่ดูสถานที่ แต่จะพาเรามองให้ลึกลงไปถึง “สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างบรรทัดของประวัติศาสตร์“…
เพราะแท้จริงแล้ว
“ความงามที่คุณไม่เคยรู้ อาจ(ซ่อน)อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด“
ก้าวผ่านมายาคติสู่โลกแห่งศรัทธา
“เพราะพม่าที่คุณจะรู้จัก
อาจไม่ใช่แบบที่คุณนั้นเคยรู้”
คำกล่าวนี้อาจไม่เกินจริงไปสักทีเดียวสำหรับ “เมียนมา” หรือ “พม่า” ชื่อที่เราคนไทยมักคุ้นกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น…
แต่กระนั้น… ความ “ใกล้ชิด” ที่กล่าวมา ก็อาจไม่ได้ทำให้เรา “ชิดใกล้” กันสักทีเดียว เพราะมันเหมือนมีม่านหมอกอะไรบางอย่างที่ปกคลุมทัศนวิสัย และขวางกั้นเราไว้อยู่ จนทำให้เราไม่อาจชิดใกล้กับพม่าได้อย่างแท้จริง…
ต้องยอมรับว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมานับหลายร้อยปีก็ยังมีคนหลายกลุ่มที่ยังคงมองพม่า คือ “ศัตรูคู่แค้น” ผู้ที่เข้ามาเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา จนทำให้บ้านเมืองเราต้องล่มสลาย แต่สิ่งที่น้อยคนเหล่านั้นจะตระหนักถึง ก็คือ เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่มีคำว่า “ไทย” และ “พม่า” ไม่มีคำว่าพรมแดน หรือรัฐชาติ มีเพียงแค่อาณาจักรที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ เหมือนที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกในยุคเดียวกัน…
แต่ขณะเดียวกันเรากลับหยิบยกเรื่องราวในอดีตมาเล่าในบริบทปัจจุบันผ่านสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็น สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนละคร หรือบทภาพยนต์ ก็ตามที แต่อย่างไรก็ตามเรากลับไม่ได้สร้างวิธีการรับรู้ หรือแยกแยะให้มากพอ
สิ่งที่ควรจะหลงเหลืออยู่หลังจากรับสารนั้น… จึงไม่ใช่ “การตกตะกอนทางความคิด” ผ่านบทเรียนทางประวัติศาสตร์ แต่กลับเป็น “ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอคติ”… และนี่จึงเป็นเหมือนม่านหมอกแห่งมายาคติ ที่ขวางกั้นความเข้าใจของเราที่จะมีต่อพม่าในยุคปัจจุบัน
จนเราอาจลืมไปว่าภาพเบื้องหลังเหล่านั้น มันยังมีผู้คนที่ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ มีแม่ค้าที่ตื่นแต่เช้ามาขายของ มีเด็กๆ ที่กำลังเล่นสนุกโดยปราศจากโลกอินเตอร์เน็ต มีพระที่ออกมาบิณฑบาตยามรุ่งสาง และมีผู้คนอีกมากมายที่ยังศรัทธาในความดี ความงาม และศาสนา ซึ่งไม่ต่างจากเราเลย
การเดินทางไปพม่าในครั้งนี้จึงไม่ใช่การเดินทางที่เราจะพกเลนส์ หรือมุมมอง “ความเป็นอริศัตรูหรือความกลัว” ที่เรามีต่อพม่า แต่สิ่งที่เราจะพกไป ก็คือ “การเปิดใจ” เพื่อให้ม่านหมอกที่เคยบดบังภาพ “พม่า” ค่อย ๆ ลดเลือน จางลงไป… แล้วเมื่อนั้นเราจะได้พบ “ความเป็นธรรม” ของพม่าอย่างแท้จริง
ซึ่งผู้ที่จะพาเราก้าวผ่านม่านหมอกแห่งมายาคตินี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่คือ
“คุณ นิรุตต์ โลหะรังสี” สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา 4 สมัยซ้อน ผู้ที่เข้าใจทั้ง “ความเป็นไทย” และ “ความเป็นพม่า” อย่างเป็นธรรม ที่จะไม่ได้พาเราไปแค่ดูสถานที่ แต่จะพาเรามองให้ลึกลงไปถึง “สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างบรรทัดของประวัติศาสตร์”…